|
|
ในวัย 59 ปี พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา
ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา
วันนี้เต็มไปด้วยรอยแผลทั้งตัว
รอยจารึกจากเหตุระเบิดและลอบยิงนับสิบครั้ง
ระหว่างการปะทะกว่า 70 ครั้ง ตลอด 30
ปี ที่ทำงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ชนิดแทบเอาชีวิตไม่รอด ?!!
แม้ตลอดอายุราชการเขาได้รับรางวัลนับไม่ถ้วน
แต่ดูเหมือนผลงานที่ทำร่วมกับผู้ใต้บังคับบัญชาและเพื่อร่วมอุดมการณ์
ซึ่งเป็นกำลังภาคประชาชนกลับดูไร้ค่าในสายตาผู้บังคับบัญชาระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(สตช.)
แค่ขอย้ายตัวเองไปใช้ชีวิตบั้นปลายก่อนเกษียณที่
สภ.กันตัง จ.ตรัง ยังถูกปฏิเสธ
จนบากหน้าเข้าไปเรียกหาความยุติธรรมจากนายกอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ และ พล.ต.อ.ประทีบ
ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร.
แต่ก็ถูกเพิกเฉยเหมือนเคย
วันนี้...วันที่คราบน้ำตาของลูกผู้ชายเหือดแห้ง
พ.ต.อ.สมเพียร มุ่งหน้ากลับบันนังสตามาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ
แม้จะรู้สึกผิดหวังลึกๆ
แต่ด้วยความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ทั้งตัวและหัวใจ
เขาต้องกลับมาสวมบทบาทนายตำรวจที่ชาวบ้านฝากความหวังเอาไว้โดยเร็วที่สุด
โดยทิ้ง
ความเจ็บปวดส่วนตัวและคราบน้ำตาแห่งความร้าวลึกไว้เบื้องหลัง
งานแรกที่ประเดิม
คือ
การเดินทางไปเยี่ยมเครือข่ายภาคประชาชน
ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการดูแลพื้นที่
ซึ่งครั้งหนึ่งขึ้นชื่อว่าสีแดงเข้มสุดๆ
อย่างน้อยก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เคียงบ่าเคียงไหล่เฉกเช่นเพื่อร่วมอุดมคติ
นับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา
นายตำรวจที่ชื่อสมเพียรเดินทางมารับตำแหน่ง
ผกก.สภ.บันนังสตา
ท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรงที่ลุกเป็นไฟ
ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ตำรวจ ทหาร
ถูกลอบยิง
เหตุระเบิดเกิดขึ้นรายวันลามไปจนถึงฆ่าตัดคอ
ล้มตายเป็นใบไม้ร่วง
จึงเป็นงานหนักและท้าทายสำหรับตำรวจนายหนึ่งที่เพิ่งติดยศ
“พ.ต.อ.” ในวัย 57 ปี
จากประสบการณ์การทำงานวนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
อาศัยความคุ้นเคยกับแกนนำชาวบ้าน
ที่ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาตั้งแต่ชั้นประทวน
ประกอบกับความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของผู้ใต้บังคับบัญชาที่เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจจริงในการทำงาน
การสนธิกำลังปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายทำได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
หลายครั้งเกิดการปะทะวิสามัญฆาตกรรมกลุ่มแนวร่วมไปแล้วถึง
22 คน
แต่น่าสนใจว่าไม่มีญาติออกมาร้องเรียนเรื่องยิงผิดตัวเลยแม้แต่รายเดียว
“เป็นเรื่องยากมากหากใครสักคนคิดว่าตัวเองมีอำนาจ
มีปืน มีกฎหมาย และกำลังรบอยู่ในมือ
เข้ามาทำงานในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งสูงอย่าง
บันนังสตา ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้
หากไม่อาศัยแนวร่วมภาคประชาชน
ซึ่งเป็นคนในพื้นที่มาช่วยเหลือ”
พ.ต.อ.สมเพียร กล่าว
พ.ต.อ.สมเพียร ขยายความว่า
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะโน้มน้าวจิตใจดึงคนที่เคยเป็นปฏิปักษ์กับเรา
เคยต่อต้านอำนาจรัฐทุกรูปแบบมาเป็นพวก
บางครั้งต้องอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวที่มีอย่างยาวนาน
เขาอาจได้เปรียบคนอื่นเรื่องการข่าวและความชำนาญในพื้นที่เพราะอยู่มานาน
เมื่อกลับเข้าพื้นที่อีกครั้งก็ได้พวกเขาช่วยเหลือ
โดยส่วนตัวมองว่ากำลังภาคประชาชนมีความสำคัญกว่ากองกำลังใดๆ
ขึ้นอยู่ว่าทำอย่างไรจะเข้าไปนั่งในใจของเขาได้
แม้จะเป็นงานที่ยาก แต่วันนี้
พ.ต.อ.สมเพียร
ก็ประสบความสำเร็จแล้วสมดังความมุ่งหวัง
“ ดอเลาะ เซ็งมะสู ” ในวัยใกล้จะ 60
คนในพื้นที่รู้จักในนาม “เลาะ
ตะโล๊ะแว”
อดีตแกนนำขบวนการโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน
(พูโล) เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน
เคยนำกำลังเข้าปะทะ
“จ่าเพียรมือปราบ”
หรือผู้กำกับสมเพียรในปัจจุบันอยู่เป็นประจำ
ชนิดไม้เบื่อไม้เมา
วันนี้หลังออกจากป่าเขาได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่
9
ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา
หนึ่งในอดีตแกนนำที่ประกาศตัวอยู่ฝ่ายเจ้าหน้ารัฐอย่างชัดเจน
หลายครั้งที่ผู้ใหญ่เลาะ ตะโล๊ะแว
ถูกลอบยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส
ถึงขั้นเสียดวงตาข้างขวาแต่ไม่ได้สร้างความหวาดกลัวหรือทำลายขวัญ
ที่เคยปฏิญาณไว้กับตัวเอง
ทุกวันนี้เขายังร่วมภารกิจเสี่ยงตายกับ
พ.ต.อ.สมเพียรอยู่เสมอ
“ไม่ชอบโจรยุคปัจจุบัน
จะกวาดล้างให้สิ้น”
ภาษาไทยกระท่อนกระแท่นพอจับใจความได้ออกจากปากของล่ามชาวไทยมุสลิมอีกคน
แสดงถึงเจตนารมณ์และความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวของผู้ใหญ่บ้านเลาะ
ตะโล๊ะแว
หรือจะเป็น “ดอเลาะ กะจะลากี”
แม้อายุจะปาเข้าไป 82 ปี ชาวบ้านบียอ
ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา ในชุดโสร่ง
สวมหมวกกะปิเยาะห์
แบบชาวไทยมุสลิมพื้นบ้าน
แววตายังมั่นคงเด็ดเดี่ยวเป็นประกาย
มือกระชับเอ็ม 16 ไม่ห่างกาย ผู้เฒ่าดอเลาะเคยทำงานร่วมกับ
ผกก.สมเพียร มานานเกือบ 40 ปี
ตั้งแต่เริ่มบรรจุเป็นตำรวจชั้นประทวนที่
สภ.อ.บันนังสตา
หลังเกิดเหตุความไม่สงบเมื่อปี 2547
ผู้เฒ่าดอเลาะหลบไปอยู่ที่นครเมกกะ
ประเทศซาอุดิอาระเบีย
ก่อนจะกลับมาอยู่บ้านเมื่อ 2 – 3
ปีที่ผ่านมา
เมื่อจ่าเพียรกลับมาเป็น ผกก.สภ.บันนังสตา
ผู้เฒ่าเลยพกพาความมั่นใจเต็มร้อยสมัครเป็นชุดอาสารักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน
(ชรบ.) ที่อายุมาก
ที่สุด ชาวบ้านเลยยกให้เป็นหัวหน้าชุด
ทำให้หมู่บ้านบียอจากเดิมที่รัฐเข้าไม่ถึงกลายเป็นชุมชนที่น่าอยู่
ประชาชนหันมาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่
มากขึ้นเรื่อยๆ
ผลจากการทำงานถึงลูกถึงคน
อาศัยความจริงใจที่มีให้คนในพื้นที่
ทำให้ “มะรอนิง โดยมะตู” อายุ 26 ปี
จาก ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา
นักรบอาร์เคเครุ่นใหม่
ที่เคยร่วมก่อเหตุร้ายหลายครั้ง
ยอมกลับใจมาทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง
ด้วยการเป็น ชรบ.
หมู่บ้านที่มีผู้เฒ่า
ดอเลาะเป็นหัวหน้าชุด
แม้จะเกิดเรื่องเศร้าสลดหลังกลับใจมาอยู่ฝ่ายรัฐ
พ่อของเขาถูกฝ่ายตรงข้ามยิงเสียชีวิต
แต่ก็พร้อมที่จะต่อสู้เพราะที่นี่คือบ้านเกิดเมืองนอนของเขา
นอกจากแนวร่วมภาคประชาชนแล้ว
นายตำรวจข้างกายที่เปรียบได้กับมือขวาของ
พ.ต.อ.สมเพียร คือ ร.ต.ท.ธาม
ลอยสะเทื้อน รอง สว.สภ.บันนังสตา
ที่ร่วมเป็นร่วมตายมาตลอด 4 ปี
เปรยว่า ก่อนหน้านี้เคยได้ยินแต่ชื่อ
“จ่าเพียร” ที่ปราบโจรใต้
เมื่อได้มาทำงานร่วมกันก็เห็นถึงความทุ่มเทและรักลูกน้อง
แนวทางการทำงานส่วนใหญ่ออกแนวบู๊
แต่ไม่ประมาท
จะประเมินสถานการณ์ก่อนทุกครั้ง
ภูมิใจที่สามารถตอบโต้แนวร่วมได้บ่อยครั้ง
เหมือนเราได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แล้ว
แม้ว่าจะไม่มีใครมองเห็นก็ตาม
พ.ต.อ.สมเพียร กล่าวเสริมว่า
การร่วมมือร่วมใจของกำลังประชาชนมีทั้งเด็กและคนแก่
ทำให้ภาคภูมิใจมากและเกิดความคาดหมาย
ตลอดเวลาที่ทำงานในพื้นที่
ได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยมาก
ต้องจัดหางบซื้อปืนเอง
โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นที่รับมาเป็น ชรบ.
หมู่บ้าน ต้องเอามาฝึกและซื้อปืนให้
ทุกคนทำงานอย่างเสียสละ
แต่ไม่เคยได้รับการดูแลพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ให้พวกเขาดีขึ้นเลย
บางคนไม่มีเงินเดือน ไม่มีค่าตอบแทน
ทำงานด้วยใจจริงๆ
สู้เพื่อแผ่นดินตรงนี้
สุดท้าย พ.ต.อ.สมเพียร
ย้ำว่าที่ไปโวยวายกับ สตช.ก็เพื่อเป็นตัวแทนของผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้รับรู้ว่า
พวกเขาทำงานกันอย่างไร
ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดอะไรขึ้นบ้าง
ทำไมไม่ตอบแทนคนเหล่านี้
ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่
ไม่ใช่ให้เขาอยู่ในหลุมศพแล้วค่อยบอกว่าเขาเป็น
“ วีรบุรุษ ” ?!!
ด้าน “พิมพ์ชนก เอกสมญา”
ภรรยาข้างกายผู้กำกับสมเพียร
ที่คอยเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่มาโดยตลอด
ก็รู้สึกภาคภูมิใจใน
ความเสียสละของสามี
แม้จะรู้ดีว่าตลอดการทำงานจะเสี่ยงชีวิต
บางครั้งเดินลาดตระเวนในป่าหายหน้าไปหลายวัน
กลับมาในสภาพอิดโรย เนื้อตัว
เต็มไปด้วยทากก็ไม่เคยกดดันให้ลาออก
เพราะเป็นงานที่สามีรัก
มีอยู่เพียงเหตุการณ์เดียวเท่านั้นที่รู้สึกน้อยใจ
เมื่อมีคนถามว่าผู้กำกับสมเพียรเลี้ยง
โจรเหรอ ?
“ เราก็เสียใจเลยมาถามว่า
พ่อเลี้ยงโจรเหรอ สามีบอก
‘เลี้ยงโจรก็ดีกว่าให้โจรมันเลี้ยง’
เพราะถ้าโจรเลี้ยงเราคงไม่อยู่แบบนี้
คำพูดนี้ทำให้คิดว่าเราควรภูมิใจในตัวเขา
แม้วันนี้เราจะไม่ร่ำรวยเหมือนคนอื่น
แต่ก็ภูมิใจ” พิมพ์ชนก กล่าวทิ้งท้าย
พลอยทำให้คู่สนทนาอิ่มเอมในความภาคภูมิไปด้วย
|
|
บทความจาก นสพ.คม ชัด ลึก
ฉบับวันจันทร์ที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๓
|
|
|
|