วันนี้ผู้เขียนมีความตั้งใจที่จะเล่าเรื่องประสบการณ์ของตนเองที่เกิดขึ้นจริงในราวปี พ.ศ. 2546 เมื่อผู้เขียนรับราชการในตำแหน่ง ผบ.ป.พัน.104 ร้อย. 2 ใหม่ๆ ให้ฟังครับ เจตนาในเรื่องนี้ไม่ได้ต้องการให้เกิดความแตกแยกหรือแสดงการถือดีว่าใครเก่งแต่อย่างใด แต่ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านทุกท่านได้เรียนรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง
ข้าราชการทหารกับข้าราชการพลเรือนอย่างถูกต้อง เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจอันดีในการประสานงานกัน
ในอนาคตครับ ผู้เขียนขอเล่าเรื่องเป็นลักษณะการบรรยายและบทสนทนา ดังนี้
หน่วยงานของผู้เขียนเป็นหน่วยงานที่ดูแลทีมกีฬาฟุตบอล ของ ทภ.3 ในการแข่งขันกีฬาภายใน ทบ.
ทุกปี ซึ่งหลังจากแข่งขันกีฬาภายใน ทบ. จบแล้วต้องคืนตัวนักกีฬาให้หน่วยต้นสังกัดเพื่อกลับไปทำงานตามปกติ และในจำนวนนั้นมีผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้เขียนรวมอยู่ด้วย 2 นาย เมื่อกลับมาทำงานผู้ใต้บังคับบัญชาทั้ง 2 นาย
ก็พยายามมาขออนุญาตจำหน่ายเวลาราชการไปฝึกซ้อมและเล่นกีฬาฟุตบอลในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติให้กับทีมจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งผู้เขียนไม่อนุญาตโดยให้เหตุผลว่าผู้เขียนไม่มีอำนาจอนุมัติ เพราะไม่ใช่กิจของหน่วย หากต้องการจะไปร่วมทีมขอให้ทำเรื่องเป็นลายลักษณ์อักษรตามสายการบังคับบัญชาเพื่อขออนุญาตต่อไป
ผู้ใต้บังคับบัญชาทั้ง 2 นาย รับทราบและเงียบหายไปประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นก็กลับมาหาผู้เขียนใหม่ด้วยเอกสารจากจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งจ่าหน้า เรียน ผบ.ป.พัน.104 ร้อย. 2 เรื่อง ขอตัวนักกีฬาฟุตบอลจังหวัดพิษณุโลก และลงนามจาก ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก มายื่นให้ผู้เขียน ผู้เขียนไม่ได้รู้สึกอย่างไรได้แต่เพียงบอกเช่นเดิมว่าขอให้ทำเรื่องเป็นลายลักษณ์อักษรตามสายการบังคับบัญชาเพื่อผู้บังคับบัญชาจะได้อนุมัติและทราบถึงความรู้ความสามารถพิเศษที่หน่วยงานอื่นยอมรับในฝีมือของผู้ใต้บังคับบัญชาทั้ง 2 นายรวมทั้งเพื่อนร่วมงานจะได้
ไม่ตำหนิว่าขาดหนีราชการ เรื่องก็หายไป 3 วัน ก็มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับผู้บริหารท่านหนึ่ง( สมมุตินาม คุณ ก.) เข้ามาพบผู้เขียนที่ห้อง ผบ.ร้อย. พร้อมกับสนทนาด้วยท่าทีมีอารมณ์ว่า
คุณ ก. : มันเป็นอะไรกัน มีปัญหาอะไรนักหนา ?
ผู้เขียน : สวัสดีครับ มีอะไรให้ผมช่วยเหลือ ยินดีครับ
คุณ ก. : ก็เรื่องลูกน้อง 2 คนของคุณนั่นแหละ ทำไมเป็นแค่ ผบ.ร้อย. เรื่องมากจัง คุณไม่เห็นหรือว่ามันเป็นคำสั่งท่านผู้ว่าฯ
ผู้เขียน : เรื่องนี้เองหรือครับ ผมทราบแล้ว และก็บอกให้ไปทำเอกสารให้ถูกต้องแล้วครับ ถ้าเรื่องถูกต้องผมก็ไม่ขัดข้องครับ
คุณ ก. : คุณจะมาขัดข้องอะไรอีก ผมก็บอกแล้วไง หนังสือคุณก็เห็นแล้วไง ว่าท่านผู้ว่าฯอนุมัติแล้ว
ผู้เขียน : ใช่ครับ ขอโทษนะครับ ขอตัวนักกีฬาฟุตบอลทีมจังหวัดพิษณุโลก มีเป็นข้าราชการหลายคนไหมครับ ?
คุณ ก. : ก็มี 8 คน เป็น ตำรวจ 2 คน สาธารณสุข 1 คน อบต.ต่างๆ อีก 3 คน และก็ลูกน้องคุณอีก 2 คน ไม่เห็นใครมีปัญหา ท่านผู้ว่าฯ ทำเรื่องไป วันรุ่งขึ้นเขาก็มาหมด มีแต่ของคุณที่เรื่องมาก
ผู้เขียน : พอมีเวลาว่างสัก 10 นาที ไหมครับ ผมขออธิบายสักนิด จะรังเกียจไหม ?
คุณ ก. : ได้ผมพร้อมอยู่แล้ว ถ้ายังไงวันนี้คุยกันไม่รู้เรื่อง ผมจะไปคุยกับผู้ใหญ่ในกองทัพว่าคุณเรื่องมาก
ผู้เขียน : ครับ คือ เรื่องมันสืบเนื่องมาจากการแบ่งระบบการบริหารราชการแผ่นดินตั้งแต่สมัย
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แห่งกรุงศรีอยุธยา ที่แบ่งทหารกับพลเรือนแยกจากกัน โดยข้าราชการทหารทั้งหมดให้ขึ้นบังคับบัญชากับสมุหกลาโหม ส่วนข้าราชการพลเรือนทั้งหมดให้ขึ้นบังคับบัญชากับสมุหนายก
คุณ ก. : แล้วมันเกี่ยวยังไงเรื่องโบราณ
ผู้เขียน : เกี่ยวซิครับ เพราะประเทศเราใช้ระบบนี้มาตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจนถึง
แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ครับ โดยเมื่อ 1 เมษายน
พ.ศ. 2435 ร. 5 ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้ยกเลิกตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีทั้งสองเสียและให้ตั้ง
ขึ้นเป็น 12 กระทรวงแทน โดยที่แต่ละกระทรวงมีเสนาบดีรับผิดชอบและแต่ละท่านเสนาบดีมีฐานะเท่าเทียมกัน
นี่คืองานในการบริหารราชการแผ่นดินส่วนกลางครับ
คุณ ก. : ???????
ผู้เขียน : สำหรับส่วนราชการภูมิภาค ในปี พ.ศ. 2437 ร. 5 โปรดให้ปรับปรุงหัวเมืองเสียใหม่โดยนำ
เมืองต่างๆที่อยู่บริเวณใกล้กันมาจัดเป็นมณฑลเทศาภิบาล ขึ้นตรงกับสมุหเทศาภิบาล ซึ่งอยู่ในความปกครองของกระทรวงมหาดไทยเพียงกระทรวงเดียว โดยรวมทั้งการโอนราชการฝ่ายพลเรือนทุกกระทรวงทั้งปวงเข้ามา
อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงมหาดไทยอีกด้วย ส่วนกระทรวงกลาโหมให้ดูแลกันเอง หลังจากนั้น
ในปี พ.ศ.2440 ร. 5 โปรดให้ ตราข้อบังคับลักษณะการปกครองหัวเมือง ร.ศ. 116 ออกมาใช้แบ่งเขตย่อยภายในมณฑลออกเป็นเมือง (ผู้ว่าราชการเมือง เป็นผู้ดูแล) อำเภอ (นายอำเภอ เป็นผู้ดูแล) ตำบล (กำนัน เป็นผู้ดูแล) และหมู่บ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้ดูแล) และสุดท้ายเมื่อ สมัย ร.7 รัฐสภาได้ออก พ.ร.บ.ว่าด้วยระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2476 มีการเปลี่ยนแปลงเขตการปกครองใหม่ยุบมณฑลเทศาภิบาลทิ้งไป และให้ยกระดับเมืองเป็นจังหวัดแทน (โดยรวมหลายๆเมืองใกล้กันเป็นจังหวัด) รวมทั้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจคงเดิมเช่น
สมุหเทศาภิบาลทุกประการ ส่วนทหารทั้งปวงก็ยังคงให้กระทรวงกลาโหมให้ดูแลกันเองเช่นเคย ผมเรียนมาให้ทราบถึงตรงนี้พอเข้าใจเรื่องสายการบังคับบัญชาหรือยังครับ ?
คุณ ก. : ผมเข้าใจคุณแล้ว แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี
ผู้เขียน : ผมขอดูเอกสารผนวกรายละเอียดผู้รับผิดชอบกีฬาจังหวัดพิษณุโลกประจำปีนี้หน่อยได้ไหมครับ ?
คุณ ก. : ได้เลยอยู่นี่
ผู้เขียน : (ดูอย่างละเอียด) นี่ไงครับทางออก เพราะจังหวัดพิษณุโลกได้เชิญท่าน มทภ.3 เป็นที่ปรึกษาและ
ผู้ทรงคุณวุฒิในการจัดการแข่งขันกีฬาประจำปีนี้ เพราะฉะนั้นผมขอรบกวนให้คุณ ก. ทำหนังสือขอความร่วมมือขอตัวนักกีฬา ลูกน้องผมทั้ง 2 คนใหม่ ให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดลงนาม ส่งโดยตรง เรียน แม่ทัพภาค 3 (ผ่านกองกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 3) ครับ
คุณ ก. : แล้วจะไม่มีปัญหาอีกหรือในครั้งนี้ ?
ผู้เขียน : ไม่มีแล้วครับ เพราะ มทภ.3 เป็นผู้บังคับบัญชามีอำนาจอนุมัติได้
คุณ ก. : แล้วผมจะมีเหตุผลอะไรเสนออีกได้บ้าง ที่ทำให้ ทภ.3 จะไม่ขัดข้อง ?
ผู้เขียน : ร่างหนังสืออย่างนี้นะครับ
1. - เป็นการฝึกซ้อมและลงแข่งขันเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ให้กับกำลังพลทั้ง 2 นาย ซึ่งเป็นนักกีฬาฟุตบอล ทภ.3
2. - เป็นการดำเนินงานด้านกิจการพลเรือน ในสาขาปฏิบัติการกิจการพลเรือน สร้างความเข้าใจและการทำงานร่วมกันระหว่างทหาร พลเรือนและประชาชน
3. - เป็นการดำเนินงานด้านกิจการพลเรือน ในสาขาประชาสัมพันธ์ สร้างชื่อเสียงและแสดงขีดความสามารถให้สังคมได้ประจักษ์ถึงคุณภาพและประสิทธิภาพนักกีฬาฟุตบอล ทภ.3
คุณ ก. : ขอบคุณมาก ผมเข้าใจคุณแล้ว คุณ ผบ.ร้อย.
ผู้เขียน : ขอบคุณครับ สวัสดีครับ
หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ ก็มีวิทยุสั่งการจาก ทภ.3 มายังหน่วยงานของผู้เขียน ซึ่งผู้เขียนก็ไม่ได้ขัดข้องและได้เรียกผู้ใต้บังคับบัญชาทั้ง 2 นาย มาพบ พร้อมทั้งให้ชี้แจงหน้าแถวกำลังพลตอนเช้าด้วยว่า กำลังพลทั้ง 2 นาย เป็นตัวอย่างที่ดีที่กำลังจะไปปฏิบัติหน้าที่ในนามข้าราชการทหารในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติตัวแทน
จังหวัดพิษณุโลก ขอให้ทุกคนให้กำลังใจและเข้าใจเพื่อนด้วยว่าไม่ได้ขาดราชการไปไหน
ปัจจุบัน 1 ใน 2 นาย นี้ ได้พัฒนาฝีมือ (เท้า) เป็นผู้เล่นในสโมสร ทบ. และยังคงมีความสัมพันธ์อันดีมากกับ
ผู้เขียน (รวมทั้ง คุณ ก. ด้วย) เพราะสิ่งที่ผู้เขียนแนะนำนั้น ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้มีคนรู้จักและเห็นความสำคัญมากขึ้นทั้งในวงการทหารและพลเรือน ได้ทั้งค่าตอบแทนพิเศษที่เพิ่มขึ้นรวมทั้งบำเหน็จรางวัลประจำปีด้วย
ที่ผู้เขียนเล่ามาทั้งหมดเพื่อมุ่งประสงค์ให้ผู้อ่านได้รู้จักช่องทางการปฏิสัมพันธ์ที่ถูกต้องระหว่างข้าราชการ
ทหารกับข้าราชการพลเรือน ก่อให้เกิดความเข้าใจอย่างแท้จริงและไม่สร้างความลำบากใจในการปฏิบัติงานร่วมกัน
-----------------------------------------------------------